Archives January 2020

ตอบข้อสงสัย พาวเวอร์แบงก์ยี่ห้อไหนดี และแบบไหนนำขึ้นเครื่องบินได้?

             “พาวเวอร์แบงก์ยี่ห้อไหนดี?” นับเป็นอีกหนึ่งคำถามยอดนิยมของคนในยุคนี้ เมื่อต้องมองหาอุปกรณ์สำรองพลังงานให้กับสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต รวมทั้งแก็ดเจ็ดอื่น ๆ เพราะการพกพาพาวเวอร์แบงค์ไปไหนต่อไหนสิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ชาร์จไฟได้ แต่ต้องปลอดภัย ใช้งานได้สะดวก และไม่เป็นปัญหากับการเดินทาง ฉะนั้นคงจะดีกว่าหากเราคิดเผื่อในสถานการณ์ที่ต้องรอนแรมข้ามฟ้าข้ามทะเลกันด้วย เรียกว่าซื้อทั้งทีก็ควรให้มีคุณสมบัติรอบด้าน ควรนำพาวเวอร์แบงก์ขึ้นเครื่องแบบติดตัวไปได้โดยไม่ก่อให้เกิดอันตราย ว่าแล้วก็ไม่ต้องไปหาข้อมูลที่ไหนให้ซับซ้อนวุ่นวาย วันนี้เรามีพาวเวอร์แบงค์คุณสมบัติดี ๆ แถมไม่ต้อง Worry หากจะนำขึ้นเครื่องฯไปด้วย แล้วจะเลือกยี่ห้อไหนดี ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร อย่ารอช้าไปอ่านต่อกันได้เลย

พาวเวอร์แบงค์ที่สามารถนำขึ้นเครื่องบินได้

ก่อนอื่นเราต้องทราบก่อนว่า การจะนำ Power Bank ขึ้นเครื่องบินได้นั้นต้องมีความจุไม่เกินเท่าไหร่ สามารถพกติดตัวไปได้กี่ก้อน ตรงนี้ตามมาตรฐานความปลอดภัยของสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ หรือ IATA ระบุว่าไม่อนุญาตให้นำอุปกรณ์สำรองพลังงานโหลดใต้เครื่องไปพร้อมกับกระเป๋าเดินทาง แต่สามารถนำติดตัวขึ้นเครื่องบินได้ตามข้อกำหนดดังนี้

1.พาวเวอร์แบงก์ที่มีความจุน้อยกว่า 20,000 mAh ต่อก้อน นำขึ้นเครื่องได้ไม่ระบุจำนวน

2.พาวเวอร์แบงก์ที่มีความจุมากกว่า 20,000 – 32,000 mAh ต่อก้อน นำขึ้นเครื่องบินได้ไม่เกิน 2 ก้อน

3.พาวเวอร์แบงก์ที่มีความจุมากกว่า 32,000 mAh ต่อก้อน ห้ามนำขึ้นเครื่องบินในทุกกรณี

โดยพาวเวอร์แบงค์ที่ผ่านเกณฑ์ความปลอดภัย และมีคุณสมบัติน่าสนใจก็ได้แก่

1.Eloop รุ่น E36

เป็นรุ่นยอดนิยมที่ราคาไม่แรงมากนัก คุณสมบัติเด่น ๆ ที่ทำให้รุ่นนี้ติดชาร์ตความฮิตก็ได้แก่ มีช่อง USB Type-A อยู่ 2 ช่อง มีช่อง USB Type-C อยู่ 1 ช่องพร้อมด้วยเทคโนโลยี Qualcomm Quick Charge 3.0 ผ่านการปรับปรุงให้ชาร์จได้เร็วกว่าเทคโนโลยีเดิมอย่าง Quick Charge 2.0 มากถึง 40% แถมรุ่นนี้ Eloop ยังกล้าการันตีว่าความเร็วในการชาร์จประจุมากกว่าพาวเวอร์แบงค์ทั่วไปถึง 4 เท่าอีกด้วย Eloop รุ่น E36 มีความจุอยู่ที่ 12,000 mAh ขนาด 9.6 x 6.3 x 2.4 cm.

2.Romoss รุ่น Sense 8P+

สำหรับใครที่ไม่กังวลเรื่องขนาดหรือน้ำหนักและอยากได้ความจุเยอะ ๆ ไว้ก่อน ก็ต้องนี่เลย Romoss รุ่น Sense 8P+ เจ้าตัวบิ๊กเบิ้มมีความจุมหาศาลถึง 30,000 mAh มีพอร์ตชาร์จทั้งหมด 3 พอร์ต เป็น USB-C จำนวน 1 ช่อง USB-A จำนวน 2 ช่อง มีหน้าจอแสดงสถานะเป็นตัวเลขดิจิตอล พร้อมด้วยเทคโนโลยี Power Delivery (Quick Charge 3.0) มีขนาด 16.7 x 8.0 x 3.2 cm. และมีน้ำหนักอยู่ที่ 671 กรัม

3.Yoobao Wireless Charging PowerBank 20,000mAh รุ่น Z1

Power Bank รุ่นนี้มีฟังก์ชันชาร์จไร้สายติดมาด้วยแถมมีแบตเตอรี่แบบจัดหนักจัดเต็มถึง 20,000 mAh และด้วยความที่รุ่นนี้มีไวเลสชาร์จมาในตัว เพื่อรองรับสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ ๆ ในท้องตลาดแล้ว พอร์ตที่เหลือจึงมีแค่ USB Output อยู่ 2 พอร์ตได้แก่ 1A กับ 2.1A กับพอร์ตชาร์จตัวพาวเวอร์แบงค์เท่านั้น Yoobao Wireless Charging PowerBank รุ่น Z1 เป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมสูงจึงมีการทำปลอมหรือย้อมแมวขายในอินเทอร์เน็ตค่อนข้างมาก ดังนั้นสำหรับใครที่สนใจรุ่นนี้ก็ควรเช็คข้อมูลเครดิตของร้านค้าให้ดีก่อนตัดสินใจ ควรเลือกซื้อกับร้านค้าที่เชื่อถือได้หรือตัวแทนจำหน่ายโดยตรงเท่านั้น

เชื่อว่าหลายท่านคงได้คำตอบแล้วว่า Power Bank ยี่ห้อไหนดี และแบบไหนพกขึ้นเครื่องบินได้ แต่ไม่เพียงเท่านั้นยังมีอีกเรื่องที่อยากฝากเตือน นั่นก็คือแบตฯสำรองนี้เป็นเครื่องใช้ที่ก่อให้เกิดอันตรายได้ หากใช้งานหรือเก็บรักษาไม่ถูกต้อง การใช้งานที่ดีคือไม่ควรให้พาวเวอร์แบงค์โดนแดด ไม่ควรโยนให้เกิดการกระทบกระแทก และเพื่อเป็นการป้องกันอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นก็ควรมองหาเคสกันกระแทกหรือถุงผ้านุ่ม ๆ มาใส่พาวเวอร์แบงค์เช่นเดียวกับที่เราใช้เคสโทรศัพท์มือถือ เมื่อแบตฯสำรองได้รับการป้องกันที่ดี ก็จะช่วยให้เราใช้งานได้อย่างปลอดภัย ยืดอายุเครื่องใช้นี้ไปได้อีกนานเลยทีเดียว

ช้อปปังๆ ตั้งแต่ต้นปีกับ Shopee 2.2 Cashback Sale มหกรรมช้อปปิ้งออนไลน์ที่คุณช้อปได้คุ้มกว่าใคร รับ Cashback คุ้มๆ ถึง 200%! พร้อมสินค้าลดราคาพิเศษ ช้อปไม่เกิน 222 บาทต่อชิ้น! ช้อปสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ทีวี เกม คอมพิวเตอร์ แลปทอป Mobile & Gadget ลดแรงกว่า Mobile Expo พร้อมรับเพิ่มอีก 2,000 coin! และโปรโมชั่นจากแบรนด์ดังที่คุณไม่ควรพลาด รีบช้อปตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2020 – 3 กุมภาพันธ์ 2020 นี้!

ราคายางรถยนต์

วิธีเลือกดอกยางรถยนต์ ให้เหมาะสมกับรถของคุณ

ดอกยางมีหน้าที่คอยช่วยยึดรถให้เกาะกับถนน ดังนั้น ดอกยางจึงเป็นสิ่งที่ผู้ใช้รถไม่ควรมองข้าม บทความนี้เราจึงรวบรวมประเภทของดอกยางมาฝาก เพื่อให้เพื่อนๆ ได้ทำความเข้าใจและเลือกใช้ให้เหมาะสมกับรถของคุณ

ดอกยางรถยนต์ทั้ง 4 ประเภท

  • ดอกยางละเอียด (rib pattern)

ดอกยางละเอียด (rib pattern) เหมาะกับรถขับทางเรียบ เพราะดอกยางจะเป็นแนวยาวตามเส้นรอบวงของยาง ดอกยางแบบนี้จะช่วยไม่ให้เสียพื้นผิวสัมผัสกับหน้าถนนมากจนเกินไป สามารถรีดน้ำออกได้อย่างรวดเร็ว และมีเสียงรบกวนน้อย

  • ดอกยางแบบบั้ง (lug pattern)

ดอกยางแบบบั้ง (lug pattern) เหมาะกับรถที่ขับทางขรุขระเป็นประจำ เพราะดอกยางจะเป็นบั้งแนวขวาง มีร่องยางลึกช่วยให้ทนทาน และมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน

  • ดอกยางแบบผสม (rib lug pattern)

ดอกยางแบบผสม (rib lug pattern) เหมาะกับรถที่ขับทั้งทางเรียบและทางขรุขระสลับกันไป ผสมเอาจุดเด่นของดอกยางเรียบและดอกยางบั้งไว้ด้วยกัน โดยดอกละเอียดจะอยู่ด้านในตรงกลาง ดอกยางบั้งจะอยู่ขนาบสองข้างในหน้ายางเดียวกัน

  • ดอกยางแบบบล็อก (block pattern)

ดอกยางแบบบล็อก (block pattern) เหมาะกับรถใช้งานแบบลุยๆ ขึ้นเขาลงห้วย อย่างรถโฟร์วีล เป็นต้น มีลักษณะเป็นจุดหรือก้อน รูปทรงมีทั้งแบบวงกลมและเหลี่ยม ซึ่งมีประสิทธิภาพในการตะกุยสูง

อ่านมาถึงตรงนี้ เพื่อนๆ น่าจะพอเข้าใจและสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับรถยนต์ของตัวเองได้แล้วใช่ไหมคะ แต่ก่อนอื่นเราอยากให้เพื่อนๆ ได้ลองเช็คราคายางรถยนต์ และดอกยางรถยนต์กันก่อน เพราะนี่ก็เข้าปีใหม่แล้วราคายางรถยนต์ และดอกยางรถยนต์ก็น่าจะปรับเปลี่ยนขึ้นลงตามความเหมาะสมและสภาพเศรษฐกิจค่ะ

roojai.com

ประกันรถยนต์คืออะไร ทำไมต้องทำ

คำว่าประกันรถยนต์ เชื่อว่าเพื่อนๆ ทุกคนคงเคยได้ยินมันบ่อยครั้ง แต่หลายคนอาจกำลังถือครองประกันดีๆ ไว้ในมือ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ประกันรถยนต์ มันคืออะไร ทำไมเราจึงต้องทำ วันนี้เรามาลองพิจารณาเหตุผลต่างๆเหล่านี้ไปพร้อมกันครับ 

ประกันรถยนต์ คือ อะไร

สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้กำหนดว่า ธุรกิจประกัน ที่จัดตั้งเป็นบริษัทประกันนั้น มี 2 ประเภทหลักๆ คือ 

1.บริษัทประกันชีวิต หมายถึงบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้ประกอบธุรกิจประกันชีวิต เพื่อรับประกันต่อความสูญเสียหรือความเสียหายต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคล โดยสัญญาว่าจะจ่ายชดเชยให้แก่ผู้เอาประกันภัย หรือผู้รับผลประโยชน์กรณีผู้เอาประกันภัยมีการเสียชีวิต และอาจมีความคุ้มครองอื่นๆ เช่น การประกันอุบัติเหตุและสูญเสียอวัยวะ การประกันกรณีทุพพลภาพ หรือการประกันภัยสุขภาพ เป็นต้น  

2.บริษัทประกันวินาศภัย

หมายถึงบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย เพื่อรับประกันต่อความเสียหายต่างๆ เช่น อัคคีภัย ภัยรถยนต์ ภัยทางทะเลและขนส่ง

ดังนั้น ประกันรถยนต์ ที่เกิดขึ้นเพื่อให้การคุ้มครองภัยที่เกิดจากรถยนต์ จึงจัดเป็น ประกันวินาศภัยรูปแบบหนึ่งครับ 

ทำไมถึงต้องทำ 

1.กฎหมายบังคับให้ทำ 

ประกันภัยรถยนต์นั้น เป็นสิ่งที่กฎหมายบังคับให้ทุกคนที่ซื้อรถต้องทำ เป็นประกันภาคบังคับ หรือที่เราเรียกติดปากว่า พรบ. ซึ่งมีการให้ความคุ้มครองพื้นฐานดังนี้ 

– ค่ารักษาพยาบาล  ไม่เกิน 80,000 บาท ต่อคน

– กรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพถาวร  ไม่เกิน 300,000 บาท ต่อคน

– เงินชดเชยรายวัน (ผู้ป่วยใน)  ไม่เกิน 200 บาท ต่อวัน (ระยะเวลารวมไม่เกิน 20 วัน) 

– วงเงินความคุ้มครองต่อครั้ง  ไม่เกิน 5,000,000 บาท

ขั้นตอนการเคลมมีดังนี้

1. แจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อลงบันทึกประจำวัน

2. เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล เมื่อเสร็จแล้วให้ขอเอกสารดังนี้ 1. ใบรับรองแพทย์ 2. ใบเสร็จรับเงิน

3. นำส่งเอกสารต่อบริษัท ประกันภัยที่ซื้อ พ.ร.บ. เพื่อขอเบิกค่ารักษาพยาบาล ดังนี้

       3.1 บันทึกประจำวันของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

       3.2 ใบรับรองแพทย์

       3.3 ใบเสร็จรับเงิน

       3.4 สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ

2.ความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น

เหตุผลที่สอง ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบัน ความเสี่ยงบนท้องถนนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยเท่าพันทวี เนื่องจากการขยายเมืองและธุรกิจเติบโต และมีการสนับสนุนให้มีรถส่วนตัว ท้องถนนจึงคลาคล่ำไปด้วยรถยนต์ที่พร้อมจะเกิดอุบัติเหตุได้ทุกเมื่อ ด้วยเหตุนี้ทำให้ ประกันภัยรถยนต์ จำเป็นต้องมีแบบสมัครใจ ที่ทำให้ผู้รับบริการอย่างเรา มีทางเลือกมากขึ้นในการเลือกประกันที่เหมาะสมเพื่อลดความเสี่ยงด้านค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทันทีหลังรถยนต์เกิดอุบัติเหตุ

แค่เพียงสองเหตุผลนี้ หรือไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม ประกันรถยนต์ ยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สร้างความมั่นใจให้กับการเดินทางด้วยรถยนต์เสมอมา ดังนั้นไม่เสียหายที่คนรักรถยนต์จะเลือกซื้อประกันแบบสมัครใจเพิ่มเติมเพื่อควาอบอุ่นหัวใจยิ่งขึ้น  สำหรับใครที่ไม่รู้จะเลือกทำประกันรถยนต์กับที่ไหนดี ผู้เขียนขอแนะนำ roojai.com นอกจากบริการดีแล้ว ราคายังไม่แพงเหมาะสำหรับบุคคลทั่วไป